วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย พร้อมมอบนโยบาย 3 กระทรวง โดยมีนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

นายนิกร กล่าวว่า การขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้กับพี่น้องประชาชนมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศไทยเราได้เผชิญกับความท้าทายในหลากหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจที่สร้างความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่อัตราการเกิดกลับลดลง

นายนิกร กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน พบว่า ปัญหาในพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา คือ กลุ่มเปราะบางยังเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างครอบคลุม มีหนี้สินครัวเรือนจำนวนมาก พบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และมีความต้องการในการดูแลกลุ่มเปราะบางระยะยาวภายใต้สังคมสูงวัย ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) จึงได้เข้ามาบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย โดยจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และใช้พื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นโมเดลต้นแบบ เพื่อขยายผลไปสู่พี่น้องในจังหวัดอื่น ๆ ของประเทศต่อไป

นายนิกร กล่าวต่อไปอีกว่า ตนให้ความสำคัญกับ “การสร้างสังคม อยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนได้รับโอกาสในการต่อยอดไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยตนได้ขับเคลื่อนนโยบาย 8 ด้านที่ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ 1) นโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งเน้นสร้าง Big Data กลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิได้ครบจบในระบบเดียว และประยุกต์ใช้ AI ในการทำงาน รวมถึง พัฒนา Social Map ที่สามารถระบุปัญหาความต้องการและระดับความเปราะบางในแต่ละพื้นที่ 2) นโยบายด้านเด็กและเยาวชน โดยการยกเครื่องสภาเด็กและเยาวชน ผลักดันเบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า และยกระดับศูนย์เด็กเล็ก 3) นโยบายด้านครอบครัว มุ่งเน้นยุติความรุนแรง สร้างเกราะป้องกันให้กับประชาชน ครอบครัว และชุมชน ผ่านทีมสร้างสุขที่เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว และการรับเรื่องร้องเรียนผ่าน สายด่วน พม. โทร. 1300 และ Line Official 4) นโยบายด้านชุมชนเข้มแข็ง โดยจัดตั้งศูนย์สร้างสุข เพื่อโอบรับความหลากหลาย และเสริมสร้างให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ 5) นโยบายด้านที่อยู่อาศัย มุ่งเน้นสร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัย ด้วยการออกแบบ Universal Design หรือ UD ให้รองรับคนทุกกลุ่ม และทำให้สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพ 6) นโยบายด้านการสร้างอาชีพ โดยรองรับ Silver & Care Economy ทั้งการขยายผล 1 ตำบล 1 ผู้บริบาล ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุและคนพิการ ผลักดันการพิสูจน์สิทธิราษฎรบนพื้นที่สูงและพัฒนาศักยภาพผู้แสดงความสามารถ 7) นโยบายด้านปัญหาหนี้สิน โดยสร้างวินัยการออม และเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมทั้งยกระดับสถานธนานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงรับจำนำของรัฐ และ 8) นโยบายด้านราชการเป็นมิตร โดยนำร่องปรับปรุงสถานที่ราชการที่เป็นหน่วยบริการประชาชน ให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ด้วยการออกแบบ Universal Design และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบัน

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวง พม. ไปสู่พี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องดำเนินอย่างเต็มที่ โดยในวันนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สำคัญระหว่างกระทรวง พม. ศธ. มท. และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ผ่านแนวทางการพัฒนาที่ตอบสนองการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเป็นองค์รวม โดยมี “โคราชโมเดล” เป็นพื้นที่ต้นแบบ สำหรับ 1) เด็กและเยาวชน ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนทุกมิติ และกิจกรรมสภาเด็กและเยาวชน ทั้งในระดับตำบล และอำเภอ พร้อมทั้งการสนับสนุนงบประมาณเพื่อหนุนเสริมศักยภาพต่อไป 2) คนพิการ ด้วยการนำคนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ โดยความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ประสานการทำงานกับกระทรวง พม. อย่างใกล้ชิด และการสำรวจและค้นหาเด็กพิการที่ตกหล่น รวมถึงความร่วมมือกัยโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ในการให้ความสำคัญกับการจัดให้มีหลักสูตร หรือสถานที่รองรับเด็กพิการให้มากขึ้น 3) ผู้สูงอายุ ด้วยการให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในพื้นที่ ทั้งการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ตามเหมาะสม การดูแลความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิต การมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และการขยายความร่วมมือของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) และโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ และท้องถิ่น 4) ผู้มีรายได้น้อย ด้วยความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วน ร่วมกันอำนวยความสะดวกกลุ่มเปาะบางในการลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นพื้นฐานข้อมูลและการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม 5) วางระบบและรวบรวมฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในท้องถิ่นให้แม่นยำ เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และการจัดตั้งคำของบประมาณและจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่อย่างเหมาะสม และ 6) ชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการร่วมสร้างสังคมหรือชุมชนเข้มแข็ง โดยความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการศูนย์สร้างสุข เพื่อดูแลเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน คนพิการ ผู้สูงอายุ และคนไร้ที่พึ่ง รวมถึงปัญหาความรุนแรง อีกทั้งการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ชาวชุมชนร่วมกันจัดตั้ง โดยดึงผู้นำท้องถิ่นที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อให้เกิดการส่งเสริมการออม และเป็นสวัสดิการของประชาชนอย่างยั่งยืน

#พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #โคราชโมเดล #นครราชสีมา #โคราช

